ขนส่งแบบไหนช่วยเพิ่มกำไรให้เรา

หลายคนที่นำเข้าสินค้าจากจีนอยู่ บางคนมีคำถามว่าเราจะเพิ่มกำไรได้อย่างไรเพราะขายดีขึ้น อยากทำเป็นอาชีพหลัก วันนี้ผมอยากมาแนะนำว่าขนส่งแบบไหนช่วยเพิ่มกำไรให้เราได้ มาดูกันครับ

“การเลือกรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสม…เป็นหัวใจสำคัญของการทำสินค้านำเข้า”

เมื่อคุณเริ่มเข้าสู่ธุรกิจนำเข้าคุณจะพบว่าต้นทุนหลักๆที่ต้องเจอคือ ค่าสินค้าและค่นขนส่ง สำหรับรูปแบบการขนส่งเราแบ่งประเภทหลัก 2 อย่างด้วยกันคือ

  • การนำเข้าแบบเหมาทั้งตู้ (FCL) คือ สินค้าทั้งตู้เป็นสินค้าของเราเพียงคนเดียว ไม่มีของคนอื่นรวมอยู่ เพราะเราเหมามาแล้วทั้งตู้ โดยตู้ container ก็จะมีหลายขนาด เช่น 20 ฟุต 40 ฟุต เป็นต้น
  • การนำเข้าแบบรวมตู้ (LCL) คือ การซื้อพื้นที่ภายในตู้แค่บางส่วน เช่น 5 CBM 10 CBM เผื่อแชร์ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้ากับหลายๆคนที่นำเข้าทีละไม่เยอะมาก

รูปแบบการขนส่งแบบไหนเหมาะกับสินค้าเรา ?

ไม่ว่าจะเป็นผู้เริ่มต้นหรือว่าคนที่ทำมาซักพัก ก็ต้องตัดสินใจเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ

ก่อนจะตอบคำถามว่าแบบไหนคุ้มกว่ากัน ก่อนอื่นลองไปทำความรู้จักกับการวิธีคิดขนาดสินค้าเพื่อนำมาคำนวนราคาค่าขนส่งกันก่อนโดยการหาค่า CBM หรือที่เรามักเรียกว่า “คิว” นั่นเขาคิดกันอย่างไรไปดูพร้อมๆกันเลยครับ

รู้จักกับค่า “คิว” หรือ “CBM”

CBM หรือคิวบิกเมตรคือค่าปริมาตร ใช้สำหรับระบุ “ขนาดสินค้า” โดยขนาดของสินค้านี่เองเป็นส่วนสำคัญที่ต้องนำไปคำนวณค่าขนส่งในการนำเข้าสินค้า

วิธีคิด CBM

1 CBM คือค่าปริมาตรของสินค้าวัดจาก  กว้าง x ยาว x สูง (หากคิดจากหน่วยเซนติเมตร นำไปหาร 1 ล้านเสมอ)

สรุปสูตรง่ายๆคือ 1 CBM = (100x100x100cm) ÷ 1,000,000

ยกตัวอย่าง นำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าบรรจุใส่ลังไม้ขนาด 90x120x120 (หน่วยเป็น cm)

วิธีคิด CBM ง่ายๆคือ  >> (90x120x120cm) ÷ 1,000,000 = 1.296 CBM

ซึ่ง 1.296 CBM จะเป็นขนาดสินค้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าลังนี้

ทีนี้เมื่อเรารู้วิธีคำนวณ CBM แล้ว ดีอย่างไร

มาดูการนำ CBM ไปใช้วางแผนในการเลือกวิธีการนำเข้าทั้งสองรูปแบบ

  1.      การเลือกใช้การนำเข้าแบบ FCL (Full Container Load) ถ้ากรณีที่สินค้าเยอะมาก จะประหยัดค่าใช้จ่ายมาก โดย 1 ตู้สั้นขนาดเล็กสุดจะอยู่ที่ขนาด 20 ฟุตซึ่งสามารถจุได้ประมาณ  33 CBM ซึ่งส่วนตัวแนะนำว่าถ้าของเรามีมากกว่า 15 CBM การใช้วิธีการส่งแบบ FCL ก็ถือว่าคุ้มแล้วละครับแถมเร็วด้วยไม่ต้องรอรวมของกับคนอื่นๆ
  2.      LCL (Less Container Load) บางคนอาจจะเพิ่งเริ่มต้นนำเข้ายังมีสินค้าต่อรอบไม่เยอะมาก ก็ใช้เป็นการซื้อพื้นที่  โดยคิดจากพื้นที่ที่เราใช้จริง เช่น ถ้าหากสินค้านำเข้าของเรามีขนาดเพียง 1 CBM จะมีการแบ่งขายพื้นที่ภายในตู้ให้ซึ่งก็จะเอาค่า CBMมาคุณกับเรทราคาค่าส่ง เช่น คิวละ 5000 บาท เป็นต้น

การนำเข้าแบบเหมาทั้งตู้ (FCL) เหมาะกับใครบ้าง

  • ผู้ที่ต้องการนำเข้าสินค้าปริมาณมากๆ เพื่อให้ได้ต้นทุนสินค้าที่ถูกลง เพิ่มกำไรต่อหน่วย
  • ผู้ที่ไม่ต้องการแชร์พื้นที่กับใคร อาจจะเพราะว่าสินค้ามีมูลค่าสูง มีลูกค้าผมบางคนนำเข้าไม่กี่คิวแต่เลือกใช้แบบ FCL เพราะกลัวสินค้าเสียหาย
  • ผู้ที่ต้องความเร็วในการนำเข้าไม่ต้องการรอให้รวมของจนเต็มตู้ถึงส่งออก อาจจะเสียเวลานานเป็นอาทิตย์กว่าจะได้นำเข้ามา
  • ผู้ที่ต้องการเลือกตู้สำหรับการขนส่งแบบเฉพาะเช่น

        • ตู้แบบเปิดหลังคา (open top) เพื่อใส่ของใหญ่ๆที่ตู้ธรรมดาใส่ไม่ได้

        • ตู้แบบรักษาอุณหภูมิ เป็นต้น

การนำเข้าแบบรวมตู้ (LCL) เหมาะกับใครบ้าง

  • ผู้ค้าที่เพิ่งเริ่มต้นสั่งปริมาณไม่มาก อาจอยู่ในขั้นของการทดลองตลาด
  • สินค้าไม่มีมูลค่าสูงมาก สามารถใช้ตู้ร่วมกับคนอื่นได้
  • ผู้ที่ความเร็วไม่ใช่ปัญหา บางคนไม่รีบมากก็ใช้วิธีรอรวมตู้กับคนอื่นเข้ามา
  • ผู้ที่ต้องการใช้ตู้แบบมาตฐานในการขนส่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตู้ธรรมดาขนาด 40 ฟุต

เพิ่มเติมครับ: ไม่ว่าจะเป็นการเหมาตู้หรือรวมตู้ นอกจากค่าขนส่งที่ต้องวางแผนดีๆแล้ว จะมีค่าดำเนินการอื่นๆอีกที่คนทำนำเข้าสินค้าต้องคิดเผื่อด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมต่างๆ ค่าเดินเอกสาร ค่าเช่าโกดังพักสินค้า ค่าชิปปิ้ง ค่าประกันต่างๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบ LCL หรือ FCL ก็มีค่าดำเนินดังกล่าวไม่ต่างกันมากครับ

สรุปประจำบท

  • ต้นทุนค่าขนส่งเป็นสิ่งสำคัญพอๆกับต้นทุนค่าสินค้า การเลือกรูปแบบการขนส่ง ( FCL vs LCL) ถึงต้องเลือกอย่างเหมาะสม
  • การคำนวนหา CBM ก่อนจะช่วยให้เราประเมิณทางเลือกในการใช้รูปแบบขนส่งได้มีอย่างประสิทธิ์ภาพ
  • การเลือกรูปแบบการขนส่งนอกจากเรื่อง ราคา แล้วเราควรคำถึงความเร็วและความปลอดภัยของสินค้า การขนส่งแบบเต็มตู้(FCL) นั้นมีทางเลือกที่มากกว่าไม่ว่าจะเป็นความเร็ว ไปจนทิ้งประเภทของตู้คอนเทนเนอร์ที่เหมาะสมกับสินค้าของเรา
  • สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มทดลองตลาด มีการนำเข้าสินค้าไม่มาก การส่งแบบรวมตู้หรือ LCL เป็นทางเลือกที่ลงตัวสำหรับการนำเข้าของคุณ

หนังสือแนะนำ

นำเข้าสินค้าจากจีน สั่งสินค้าจากจีน สั่งของจากจีน ชิปปิ้งจีน Fasttrade
  • เปิดเผย 9 เคล็ดลับสู่การค้ากับจีนให้รวย…เล่มนี้จะพาคุณไปเปิดโอกาสทางธุรกิจมหาศาลจากการ “นำเข้าสินค้าจีน” มาทำกำไรสร้างเป็นธุรกิจได้ “เกาะจีนรวย” กลั่นจากประสบการณ์ของผู้เขียนในการนำเข้าสินค้าจากจีนมาทำการตลาดผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งได้ถ่ายทอดออกมาให้คนที่คิดจะเริ่มต้นธุรกิจ “นำเข้าสินค้าจากจีน” สามารถนำแนวคิดและวิธีการในเล่มนี้ไปใช้ได้ทันที !

นำเข้าสินค้าจากจีน สั่งสินค้าจากจีน สั่งของจากจีน ชิปปิ้งจีน Fasttrade

  • 3 แหล่งซื้อของถูกและดีสร้างกำไรได้มหาศาล
  • 3 ธุรกิจต้นทุนต่ำ…ที่ทำกำไรจากการนำเข้า
  • หลุดดำที่ต้องระวังของคนทำนำเข้า
  • คุยกับผู้ผลิตที่จีนอย่างไรให้เวิร์ค
  • นำเข้าสินค้าจากจีนไม่ต้องเสียภาษี จริงหรือ?
  • สูตรการตั้งราคาสินค้านำเข้าให้กำไร เขาตั้งราคากันยังไง
  • ขนส่งแบบไหนช่วยเพิ่มกำไรให้เรา
  • แนวคิด เทคนิคต่างๆ ที่ผู้เขียนนำมาแชร์ให้มากมายแล้วพบกันในเล่มนะครับ

หนังสือแนะนำ

นำเข้าสินค้าจากจีน สั่งสินค้าจากจีน สั่งของจากจีน ชิปปิ้งจีน Fasttrade
  • เปิดเผย 9 เคล็ดลับสู่การค้ากับจีนให้รวย…เล่มนี้จะพาคุณไปเปิดโอกาสทางธุรกิจมหาศาลจากการ “นำเข้าสินค้าจีน” มาทำกำไรสร้างเป็นธุรกิจได้ “เกาะจีนรวย” กลั่นจากประสบการณ์ของผู้เขียนในการนำเข้าสินค้าจากจีนมาทำการตลาดผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งได้ถ่ายทอดออกมาให้คนที่คิดจะเริ่มต้นธุรกิจ “นำเข้าสินค้าจากจีน” สามารถนำแนวคิดและวิธีการในเล่มนี้ไปใช้ได้ทันที !

นำเข้าสินค้าจากจีน สั่งสินค้าจากจีน สั่งของจากจีน ชิปปิ้งจีน Fasttrade

  • 3 แหล่งซื้อของถูกและดีสร้างกำไรได้มหาศาล
  • 3 ธุรกิจต้นทุนต่ำ…ที่ทำกำไรจากการนำเข้า
  • หลุดดำที่ต้องระวังของคนทำนำเข้า
  • คุยกับผู้ผลิตที่จีนอย่างไรให้เวิร์ค
  • นำเข้าสินค้าจากจีนไม่ต้องเสียภาษี จริงหรือ?
  • สูตรการตั้งราคาสินค้านำเข้าให้กำไร เขาตั้งราคากันยังไง
  • ขนส่งแบบไหนช่วยเพิ่มกำไรให้เรา
  • แนวคิด เทคนิคต่างๆ ที่ผู้เขียนนำมาแชร์ให้มากมายแล้วพบกันในเล่มนะครับ
2019-06-20T01:44:12+00:00
Co-founder and Managing Director at Fasttrade logistics